🛤️

Journey

เส้นทางของผมไม่ได้เริ่มจากห้องเรียนโดยตรง — แต่มาจากความสงสัย ความอยากลอง และประสบการณ์จริงในแต่ละช่วงชีวิต

จากเด็กที่ชอบแกะของเล่น แกะคอมพิวเตอร์ จนค่อย ๆ เติบโตมาเป็นคนที่พัฒนาโปรแกรมเพื่อแก้ปัญหาจริงให้ผู้ใช้งาน

🧒

จุดเริ่มต้น

เด็กซนที่อยากรู้ว่าของต่าง ๆ ทำงานยังไง

ตั้งแต่เด็ก ผมเป็นคนชอบแกะดูว่าสิ่งต่าง ๆ รอบตัวทำงานยังไง เวลาไปห้าง พี่ชายมักชวนผมสังเกตเรื่องเล็ก ๆ เช่น “แคชเชียร์รับเงินก่อน หรือเปิดลิ้นชักก่อน” หรือ “เครื่องกดน้ำหยอดเหรียญทำงานยังไง”

ผมเล่นเกมพิมพ์ดีดแข่งกับพี่ชาย แพ้ตลอด แต่สิ่งที่ทำบ่อยที่สุดคือ รื้อคอมพี่ชาย รื้อรถบังคับ หรือแกะของต่าง ๆ เพื่อดูว่าข้างในมันทำงานยังไง

ความชอบตรงนั้นทำให้ผมเริ่มซ่อมคอม ประกอบเครื่อง และวิเคราะห์อาการเสียได้ตั้งแต่ยังเด็ก

ความซนในวันนั้น ค่อย ๆ กลายเป็นความอยากเข้าใจระบบในวันนี้

🎓

โค้ดตัวแรก

ครูคนแรกของชีวิต · ฝึกงาน ปวช.

ตอนฝึกงาน ปวช. ผมได้เข้าไปฝึกที่แผนก IT ของบริษัทอสังหาฯ แห่งหนึ่ง และเป็นครั้งแรกที่ผมได้เขียนโปรแกรมจริงจัง ด้วย ASP.NET

ที่นั่น ผมได้ทำงานใกล้ชิดกับ วิศวกรคอมพิวเตอร์ระดับปริญญาโท ที่สอนผมตั้งแต่วิธีคิดโครงสร้าง Database, โครงสร้างโปรแกรม ไปจนถึงวิธีมองปัญหาเวลาเขียนระบบ

มีประโยคหนึ่งที่ผมจำมาตลอด:

“เขียนโค้ดเนี่ยนะ ถ้าเราเรียนกับใคร เราก็จะลายมือเหมือนคนนั้นแหละ”
แบบฟอร์มตรวจเช็คระบบ
ใบประเมินผลการอบรม

💥

ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ

บทเรียนจากการลองทำจริง · อายุ 19–20

หลังเรียนจบ ปวช. ผมตัดสินใจ ไม่เรียนต่อ เพราะตอนนั้นมั่นใจว่าตัวเองสามารถเรียนรู้และทำสิ่งต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง

ช่วงนั้นผมลองทำหลายอย่าง ทั้งโปรเจคเกม ธุรกิจเล็ก ๆ และงานที่เกี่ยวกับการเขียนโปรแกรม ซึ่งทำให้ผมได้เรียนรู้จากของจริงเยอะมาก

ครั้งที่ 1: FiveM Server

ผมเริ่มทำ FiveM Server กับพี่ชาย ตอนนั้นมีความมั่นใจมาก แต่พอมองย้อนกลับไป ผมยังเขียนโค้ดด้วยวิธี
ก็อปแล้วแก้ มากกว่าจะเข้าใจจริง ๆ ว่าฟังก์ชันรับค่าอะไร ส่งค่าอะไร

พอเจอปัญหาที่ซับซ้อนขึ้น ผมก็ไปต่อไม่ถูก สุดท้ายโปรเจคต้องหยุดไป แต่มันทำให้ผมเริ่มเห็นช่องว่างของตัวเองชัดขึ้น

ครั้งที่ 2: Crypto Bomb & NFT Game Bot

หลังจากนั้น ผมได้รับโอกาสร่วมงานกับทีมในช่วงที่ Crypto Bomb / NFT Game กำลังเป็นกระแส โดยหัวหน้าทีมเป็น CEO ของบริษัทน้ำดื่มแห่งหนึ่งในหาดใหญ่

ผมรับบทบาทเขียน Auto-click Bot สำหรับเกม NFT และร่วมลงทุนกับพี่ชายในวงเงิน 25,000 บาท ในสัดส่วน 40%

ตลอดช่วงนั้น ทีมของเราทำกำไรร่วมกันได้กว่า 100,000 บาท และสิ่งที่ผมได้กลับมาไม่ใช่แค่เรื่องรายได้ แต่เป็นบทเรียนเรื่องการทำงานเป็นทีมและการมองธุรกิจแบบเป็นระบบ

  • การวางโครงสร้างธุรกิจ แบ่งสัดส่วนหุ้นส่วน และแบ่งบทบาทหน้าที่ให้ชัดเจน
  • การทำ Roadmap วางแผนเป็นไตรมาส นำกำไรกลับมาลงทุนต่อ และประเมินจังหวะการเติบโต
  • การตัดสินใจในช่วงเสี่ยง เมื่อเริ่มเห็นสัญญาณว่าโปรเจค NFT หลายตัวเริ่มมีความไม่แน่นอน ทีมจึงตัดสินใจขายเหรียญทั้งหมดออกมา

หลังจากนั้นไม่นาน มูลค่าเหรียญตกลงอย่างมาก ทำให้ผมได้เห็นความสำคัญของประสบการณ์ การประเมินความเสี่ยง และการตัดสินใจที่เด็ดขาดในเวลาที่เหมาะสม

ภาพ roadmap
ภาพหน้าจอเกม Crypto Bomb

ครั้งที่ 3: FiveM Server อีกครั้ง

ทีมเดิมจาก Crypto Bomb ได้กลับมาลองทำ FiveM Server อีกครั้ง คราวนี้จริงจังและเป็นระบบมากขึ้น โดยมีพี่ที่เป็น Software Engineer เข้ามาร่วมทีม

พี่เขาช่วยสะท้อนกับทีมตรง ๆ ว่า ตอนนั้นผมยังมีพื้นฐานไม่มากพอที่จะพัฒนาระบบขนาดใหญ่ให้เสร็จได้ในเวลาที่เหมาะสม และถ้าฝืนทำต่อ อาจใช้ต้นทุนสูงเกินไป

ตอนนั้นเป็นจุดที่ผมได้กลับมามองตัวเองจริงจัง ว่ายังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องเรียนรู้ ทั้งพื้นฐานการเขียนโปรแกรม การออกแบบระบบ และการทำงานเป็นทีมในโปรเจคจริง

ผมเริ่มเข้าใจว่า ความมั่นใจอย่างเดียวไม่พอ มันต้องมีพื้นฐานและประสบการณ์รองรับด้วย

กลับสู่โลกความจริง — Customer Service

หลังจากทุกอย่างจบลง ผมพักความฝันเรื่องการทำธุรกิจไว้ก่อน และเริ่มหางานประจำ จนได้ทำงานในตำแหน่ง Customer Service ที่โรงงานสติกเกอร์แห่งหนึ่ง

ช่วงนั้นผมไม่ได้โฟกัสเรื่องเขียนโค้ดมากนัก แต่ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ที่สะสมมาตั้งแต่เด็กยังช่วยผมได้เสมอ ทั้งการประกอบคอม จัดสเปค เช็คอาการเสีย และช่วยแก้ปัญหาหน้างาน

ระหว่างทำงาน ผมเริ่มเขียน VBA ใน Excel เพื่อช่วยให้งานง่ายขึ้น เริ่มจากใช้เอง จนหัวหน้าแผนกเห็นและนำไปใช้ต่อ

ผู้บริหารเห็นว่าผมใช้คอมพิวเตอร์ได้ดี สนใจระบบ และสามารถเขียนเครื่องมือเล็ก ๆ มาช่วยงานได้ แม้ตำแหน่ง IT จะยังไม่ว่าง เขาก็เปิดโอกาสให้ผมเข้าไปเรียนร่วมกับแผนก IT และที่ปรึกษาภายนอกในการใช้ FileMaker Pro ซึ่งเป็นโปรแกรมหลักขององค์กร

นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นว่า Internal System ในองค์กรจริงมีผลกับการทำงานของผู้ใช้มากแค่ไหน

🏭

เติบโต

จุดเปลี่ยนที่ Wann · อายุ 21–ปัจจุบัน

หลังออกจากโรงงานสติกเกอร์ ผมได้เข้ามาทำงานที่ Wann Cosmetics ในตำแหน่ง IT Support

ช่วงทดลองงาน ผมเริ่มจากการพิสูจน์ตัวเองด้วยสิ่งที่ถนัดที่สุดก่อน คือการดูแล Hardware ซ่อมและจัดสเปคเครื่อง ตอบปัญหา IT ของพนักงาน และเรียนรู้ระบบงานของบริษัทให้เร็วที่สุด

ผลลัพธ์คือผม ผ่านโปรในเวลา 1.5 เดือน จากมาตรฐาน 3 เดือน

หลังผ่านโปร ผมเริ่มสังเกตว่า ระบบเอกสารในแผนกยังใช้กระดาษ ผมจึงเสนอหัวหน้าให้ลองเปลี่ยนเป็นระบบออนไลน์ เริ่มจากทำ Flowchart ออกแบบ Database และขอเวลาศึกษา Stack ที่เหมาะสมสำหรับพัฒนาเว็บแอปพลิเคชัน

ผมเลือก MERN Stack และเริ่มเรียนจากคลิปของ Software Engineer ต่างประเทศ เพราะอยากฝึกวิธีเขียนที่เป็นระบบตั้งแต่ต้น โปรเจคแรกที่เรียนตามคือ Realtime Chat คลิปยาว 7 ชั่วโมง ซึ่งผมใช้เวลาประมาณ 2 อาทิตย์หลังเลิกงาน เพราะหยุดทุกครั้งที่ไม่เข้าใจ แล้วไปหาคำตอบก่อนเดินต่อ

หลังจากส่งโปรเจคแรก Wann System v.1 สำเร็จ รูปแบบงานของผมก็เปลี่ยนไป องค์กรเริ่มเห็นโอกาสในการใช้ระบบเข้ามาช่วยงานมากขึ้น และผมก็ได้พัฒนาโปรแกรม รวมถึงทักษะของตัวเองต่อเนื่องจากงานจริง

ผลลัพธ์คือ:

  • ขยับเป็น IT Support Specialist ภายใน 2 ปี
  • ได้รับ รางวัลพนักงานดีเด่นประจำปี 2024
  • พัฒนา Internal System ที่มีผู้ใช้งานรวมมากกว่า 50 คน

🤝

โอกาสที่เกือบเปลี่ยนชีวิต

SAP Interface Project · ปี 2022

ปีแรกที่ Wann มีการขึ้นระบบ SAP เป็นครั้งแรก ในช่วงที่ทีม Vendor เข้ามาติดตั้งระบบ ผมได้มีโอกาสพูดคุยและแลกเปลี่ยนความรู้กับทีมเขา

เมื่อทีมเห็นว่าผมเขียนเว็บได้ เขาจึงชวนผมเข้าร่วมทีมพัฒนา Interface เชื่อมต่อ SAP ในส่วนของ WMS

ผมตัดสินใจรับโอกาสนั้น แม้จะรู้ว่าเป็นงานที่ท้าทาย เพราะผมอยากเข้าใจระบบ ERP ระดับโลกอย่าง SAP ให้ลึกกว่าการ Support User ทั่วไป

ตลอด 6 เดือน ผมได้ทำงานร่วมกับทีม Backend, ที่ปรึกษา และทีมขาย เพื่อพัฒนาระบบที่ช่วยให้ผู้ใช้ทำงานผ่านหน้าเว็บ และส่งข้อมูลกลับเข้า SAP ได้อัตโนมัติ

ตอน Demo ระบบสามารถทำ Flow หลักได้ครบ ตั้งแต่รับสินค้าจาก Purchase Order, Transfer สินค้าผ่านหน้าเว็บ และสร้างเอกสารกลับเข้าไปใน SAP ซึ่งช่วยลดความจำเป็นในการซื้อ User เพิ่ม และลดต้นทุนให้ลูกค้าได้มาก

โปรเจคได้รับการสนับสนุนจาก CEO ของ Vendor ให้มีโอกาสต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ขายคู่กับ SAP ได้ และมีแนวคิดที่จะพัฒนาเป็นบริษัทลูกในอนาคต

แต่โปรเจคต้องจบลงกะทันหัน เมื่อ หัวหน้าทีมเสียชีวิตอย่างกะทันหัน

แม้โปรเจคจะไม่ได้ไปต่อ แต่ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้ผมได้เรียนรู้เรื่อง SAP Integration, การเชื่อมต่อระบบภายนอกกับ ERP, การทำงานร่วมกับทีมมืออาชีพ และการมองโอกาสทางธุรกิจจากปัญหาจริง

ที่สำคัญคือมันทำให้ผมเข้าใจ SAP ลึกขึ้น ตั้งแต่โครงสร้างข้อมูล วิธีที่ ERP สื่อสารกับระบบภายนอก ไปจนถึงผลกระทบที่ระบบหนึ่งมีต่อการทำงานของทั้งองค์กร

โครงสร้าง Demo ระบบ WMS

🚀

ปัจจุบัน

Full-Stack Developer ที่เชื่อใน "ปัญหาจริง"

ตลอด 3 ปีกว่าที่ Wann ผมดูแล Internal System แบบ End-to-End ตั้งแต่การออกแบบ Database, พัฒนา Backend และ Frontend ไปจนถึงพัฒนา Satellite System ที่เชื่อมต่อกับ SAP Business One

ผมยังได้ทำงานกับ Hardware Integration เช่น Flow Meter และเครื่องชั่ง ผ่าน Serial Communication เพื่อเชื่อมข้อมูลจากหน้างานเข้าสู่ระบบ ทำให้ผมได้เห็นภาพการทำงานตั้งแต่ต้นทางจนถึงการใช้งานจริง

อีกด้านหนึ่ง ผมยังดูแลการ Support ผู้ใช้โดยตรง ซึ่งเป็นส่วนที่ผมชอบมาก เพราะได้ฟังปัญหาจริงจากผู้ใช้ แล้วช่วยแก้หรือหาทางออกร่วมกัน

ด้วยความที่เคยทำ Customer Service มาก่อน เลยคุ้นเคยกับการให้บริการและการคุยกับผู้คนอยู่แล้ว เวลาสื่อสารกับผู้ใช้เลยค่อนข้างเป็นธรรมชาติ และสามารถย่อยเรื่องเทคนิค หรืออธิบายระบบให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น

ช่วงหลัง ๆ จะมีผู้ใช้ที่ติดต่อเข้ามาหาผมโดยตรงบ้าง เพราะคุ้นเคยกันจากที่เคยช่วยแก้ปัญหาให้

ผมอาจไม่ใช่ Dev ที่ Code เก่งที่สุด — แต่ผม เข้าใจปัญหาของ User จริง ๆ และพยายามแก้มันให้ใช้งานได้จริง

วันนี้ผมกำลังมองหาโอกาสในตำแหน่ง Full-Stack Developer เพื่อได้เรียนรู้กับทีมที่เก่งขึ้น ทำงานกับระบบที่ท้าทายขึ้น และพัฒนาตัวเองจากประสบการณ์หน้างานจริงที่ผมมี